บล็อกลม ขันแน่นเกิน น็อตยืด ถอดยาก: วิธีตรวจแรงดัน และขันให้ถูก

เอารถเข้าศูนย์เมื่อเดือนก่อน ช่างใช้ บล็อกลม ขันน็อตล้อจนเสียงเครื่องดังรัวอยู่หลายวินาทีต่อตัว วันนี้ยางรั่วกลางทาง หยิบประแจล้อประจำรถมาถอดเอง เหยียบจนตัวลอยน็อตก็ไม่ขยับ พอถึงอู่ ช่างถอดออกมาได้หนึ่งตัวพร้อมเกลียวสตัดที่ยืดจนเห็นด้วยตาเปล่า
หลายคนเชื่อว่า น็อตล้อยิ่งแน่นยิ่งปลอดภัย “ขันเผื่อไว้ดีกว่าหลวมไม่ใช่เหรอ?” แต่ความจริงแล้ว น็อตที่แน่นเกินไม่ได้ยึดล้อดีขึ้น กลับกัน อาจดึงสตัดให้ยืดเกินช่วงที่เหล็กคืนตัวได้ สตัดที่ยืดแล้วจับแรงได้น้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น และต้นเหตุส่วนใหญ่อยู่ที่บล็อกลม ที่ตั้งไว้สูงเกิน กับการใช้เครื่องมือทำงาน ที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำ
เราจึงต้องเรียงตามลำดับ ไล่ปัญหาจริง คือดูอาการ หาสาเหตุในระบบลม รวมถึงบล็อกลม ตรวจด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ แล้วจึงแก้ที่วิธีขัน พร้อมกับดูชิ้นส่วนที่เสียหายแล้วต้องเปลี่ยน ห้ามใช้ต่อ
บล็อกลม ขันน็อตล้อแน่นเกินได้ง่าย โดยที่ไม่รู้ตัว?
บล็อกลมสร้างแรงบิดจากค้อนภายในที่ตอกลงบนแกนซ้ำ ๆ แต่ละครั้งที่บล็อกลม ตอก น็อตจะขยับแน่นขึ้นอีกนิด ตราบใดที่นิ้วยังกดไกและลมยังมาถึง เครื่องก็จะตอกต่อไปจนถึงเพดานแรงบิดของมัน ซึ่งสำหรับเครื่องที่ใช้ในอู่ เพดานนั้นอยู่สูงกว่าค่าที่น็อตล้อรถยนต์นั่งต้องการอยู่มาก เพราะเครื่องถูกทำมาให้ถอดน็อตที่ติดแน่นได้ด้วย
เทียบกับประแจวัดแรงบิด (Torque Wrench) ซึ่งทำงานตรงข้ามกัน คือบอกเราหรือปล่อยแรงทันทีเมื่อถึงค่าที่ตั้งไว้ บล็อกลมไม่มีกลไกแบบนั้น มันไม่รู้ว่าน็อตแน่นพอแล้วหรือยัง
หลักที่จะใช้ตลอดบทความนี้คือ บล็อกลม มีหน้าที่ขันให้เร็ว ไม่ใช่ขันให้แม่น ค่าความแน่นสุดท้ายของน็อตล้อต้องมาจากประแจวัดแรงบิดเสมอ
อาการที่บอกว่า บล็อกลม ขันน็อตล้อแน่นเกินมาแล้ว มักไม่โผล่ทันทีที่ออกจากอู่ แต่มาแสดงตอนถอดครั้งถัดไป หรือหลังใช้รถไปสักระยะ

ถอดด้วยประแจมือไม่ออก
น็อตที่ขันตามค่าของผู้ผลิตรถควรถอดได้ด้วยประแจล้อประจำรถโดยคนทั่วไป ถ้าต้องต่อท่อเพิ่มความยาวด้าม หรือขึ้นไปยืนเหยียบ แปลว่าครั้งก่อนถูกขันเกินมามาก
เกลียวสตัดยืด หรือน็อตหมุนฟรี
สตัดที่ถูกบล็อกลม ดึงมากเกินจะคอดลงและระยะเกลียวห่างขึ้น น็อตจึงหมุนฝืดเป็นช่วง ๆ หรือหมุนไปเรื่อย ๆ โดยไม่แน่น กรณีหนัก คือสตัดขาดคาดุมล้อ
พวงมาลัยสั่นตอนเบรก
เมื่อน็อตแต่ละตัวแน่นไม่เท่ากัน จานเบรกที่ถูกหนีบอยู่ระหว่างล้อกับดุมจะรับแรงกดไม่สม่ำเสมอ ใช้ไปสักพักจะรู้สึกสั่นที่พวงมาลัยหรือแป้นเบรก
บ่ารับน็อตบนล้อแม็กสึกหรือร้าว
อะลูมิเนียมนิ่มกว่าเหล็ก แรงกดที่เกินจะบี้บ่ารับน็อตให้ยุบ ครั้งต่อไปน็อตจะนั่งไม่สนิทแม้ขันถูกค่า
สาเหตุในระบบลมที่ทำให้ บล็อกลม ออกแรงเกินกว่าที่ตั้งใจ
แรงของบล็อกลมขึ้นกับแรงดันลมที่ทางเข้าเครื่องขณะทำงาน ยิ่งแรงดันสูง ค้อนยิ่งตอกแรง สามจุดต่อไปนี้คือที่มาของแรงส่วนเกิน
จุดแรกคือตัวปรับแรงดัน (Regulator) ที่ถังตั้งไว้สูงเผื่อ อาจมีการเปิดลมสุดเพื่อชดเชยสายลมที่ยาว หรือเพื่อให้เครื่องมือลมตัวอื่นทำงานได้ บล็อกลม ที่ต่ออยู่ใกล้ถังด้วยสายสั้นจึงได้แรงดันสูงกว่าค่าที่ผู้ผลิตเครื่องกำหนด
จุดที่ต่อมา คือตัวปรับแรงบนบล็อกลม เอง ซึ่งมักหมุนไว้ที่ตำแหน่งสูงสุดตั้งแต่ตอนถอดน็อต แล้วไม่ได้หมุนกลับตอนขันเข้า
สุดท้าย แรงดันในถังที่แกว่งระหว่างรอบตัดต่อของปั๊มลม น็อตตัวที่ขันตอนถังเต็มได้แรงมากกว่าตัวที่ขันตอนถังใกล้ถึงจุดที่มอเตอร์บล็อกลม เริ่มเดิน ผลคือล้อเดียวกันแต่น็อตแน่นไม่เท่ากันสักตัว แม้คนขันจะกดไกนานเท่ากันทุกตัว
หลักคือ อย่าใช้แรงดันค่าเดียวกับทุกงาน งานถอดกับงานขันเข้าต้องการแรงต่างกัน และงานล้อควรมีค่าตั้งของตัวเองที่วัดแล้วที่ปลายสาย
ตรวจว่าแรงดันลมที่ บล็อกลม ได้รับจริง ตรงกับที่เครื่องระบุ
ตัวเลขบนเกจที่ถังไม่ใช่ตัวเลขที่เครื่องได้รับ และแรงดันตอนลมนิ่งก็ไม่ใช่แรงดันตอนเครื่องทำงาน การตรวจจึงต้องวัดให้ถูกที่และถูกเวลา
- ต่อเกจวัดแรงดันไว้ที่ปลายสายลม ชิดทางเข้าเครื่องให้มากที่สุด
- กดไกให้เครื่องเดิน แล้วอ่านค่าขณะที่ลมกำลังไหล
- เทียบกับแรงดันใช้งานที่ระบุในคู่มือหรือบนตัวเครื่อง
- ถ้าสูงกว่า ให้หมุนลดที่ตัวปรับแรงดันจนค่าขณะเดินเครื่องตรงตามที่ระบุ
- ทำซ้ำตอนถังเต็มและตอนถังใกล้จุดที่ปั๊มเริ่มเดิน เพื่อดูว่าค่าแกว่งมากแค่ไหน
ถ้าค่าแกว่งมากระหว่างสองช่วงนั้น ตัวปรับแรงดันบล็อกลม อาจเสื่อม หรือตั้งไว้ใกล้แรงดันต่ำสุดของถังเกินไป การติดตัวปรับแรงดันแยกเฉพาะจุดสำหรับสายที่ใช้กับงานล้อ จะช่วยให้แรงดันนิ่งกว่าการปรับที่ถังซึ่งกระทบเครื่องมือทุกตัวในอู่
ตรวจน็อตล้อที่ บล็อกลม ขันไปแล้ว ว่าแน่นเกิน หรือไม่
เครื่องมือที่ใช้คือประแจวัดแรงบิด ตั้งไว้ที่ค่าขันน็อตล้อตามคู่มือของรถคันนั้น แล้วลองขันน็อตแต่ละตัวในทิศขันเข้า
ถ้าประแจส่งสัญญาณทันทีโดยที่น็อตไม่ขยับเลย แปลว่าน็อตแน่นถึงค่าหรือเกินค่าไปแล้ว วิธีนี้บอกไม่ได้ว่าเกินไปเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ทุกตัวหลังขันด้วยเครื่องจนสุด ให้ถือว่าเกิน ทางเดียวที่จะรู้แน่และแก้ได้คือคลายออกทั้งหมด แล้วขันใหม่ให้ถูกวิธี
ระหว่างที่คลายออกมา ให้ดูเกลียวสตัดทุกตัว เทียบกับสตัดตัวข้าง ๆ ว่าระยะเกลียวเท่ากันตลอดความยาวหรือไม่ ลองหมุนน็อตเข้าด้วยมือเปล่า ถ้าหมุนลื่นตลอดจนสุดเกลียว สตัดยังใช้ได้ ถ้าฝืดเป็นช่วงหรือโยกได้ ให้ถือว่าเสียหาย
วิธีใช้ บล็อกลม ขันล้อให้ถูก: เครื่องทำงานเร็ว ประแจวัดแรงบิดทำงานจบ
ลำดับนี้ใช้เวลาเพิ่มจากการกดไกรวดเดียวไม่กี่นาทีต่อคัน
- หมุนน็อตทุกตัวเข้าด้วยมือก่อนอย่างน้อยสองสามเกลียว เพื่อให้แน่ใจว่าเกลียวไม่ปีน
- หมุนตัวปรับแรงบนบล็อกลมไปที่ระดับต่ำ แล้วขันไล่แบบทแยงสลับฝั่ง กดไกสั้น ๆ แค่ให้น็อตนั่งบ่า ไม่กดค้างจนเสียงเครื่องรัว
- เอารถลงให้ล้อแตะพื้น
- ขันจบด้วยประแจวัดแรงบิดตามค่าในคู่มือรถ ไล่แบบทแยงเหมือนเดิม
- ตรวจซ้ำด้วยประแจวัดแรงบิดอีกครั้งหลังรถวิ่งไปได้ระยะสั้น ๆ
ก้านต่อจำกัดแรงบิดที่ทำมาใช้กับงานล้อช่วยลดโอกาส บล็อกลม ขันเกินได้ แต่ผลยังขึ้นกับแรงดันลม และเวลาที่กดไก จึงใช้เป็นตัวช่วยแต่ไม่ใช่ตัวแทนของการใช้ประแจลม

ขันล้อด้วย บล็อกลม อย่างเดียว โดยไม่ใช้ประแจวัดแรงบิด ได้ไหม?
ถ้าถามว่าทำได้ไหม คำตอบคือทำกันอยู่ทุกวัน แต่ถ้าถามว่าควรไหม คำตอบขึ้นกับว่าเรายอมรับความคลาดเคลื่อนได้แค่ไหน
แรงที่น็อตได้รับจากบล็อกลม เปลี่ยนตามแรงดันลมขณะนั้น ความยาวสายลม สภาพค้อนในบล็อกลม ความฝืดของเกลียว และจำนวนวินาทีที่กดไก ช่างที่ชำนาญมากคุมตัวแปรสองสามตัวได้ด้วยความเคยชิน แต่คุมทั้งหมดพร้อมกันไม่ได้ และไม่มีใครบอกได้ว่าน็อตตัวที่เพิ่งขันไปได้ค่าเท่าไหร่
ยอมรับได้เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่ต้องเคลื่อนรถไประยะสั้นเพื่อไปยังที่ที่มีเครื่องมือครบ โดยขันด้วยระดับแรงต่ำและตรวจด้วยประแจวัดแรงบิดทันทีที่ทำได้ ไม่ควรเป็นวิธีประจำของอู่ และไม่ควรใช้กับล้อแม็ก รถบรรทุกที่รับน้ำหนัก หรือรถที่ลูกค้าจะขับออกทางไกล
ชิ้นส่วน ที่ บล็อกลม ขันจนเสียหายแล้ว ต้องเปลี่ยน ห้ามใช้ต่อ
สตัดล้อที่ยืด คอด หรือเกลียวเสีย ต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่มีวิธีซ่อม การต๊าปล้างเกลียวไม่ได้คืนความแข็งแรงให้เหล็กที่ยืดไปแล้ว น็อตที่เคยขันกับสตัดตัวนั้นควรเปลี่ยนพร้อมกัน เพราะเกลียวด้านในมักเสียหายคู่กัน
ล้อแม็กที่บ่ารับน็อตร้าวหรือยุบจนน็อตนั่งไม่สนิท ไม่ควรใช้ต่อ ส่วนจานเบรกที่ทำให้พวงมาลัยสั่น ต้องให้ช่างวัดก่อนตัดสินว่าเจียรได้หรือต้องเปลี่ยน
งานเปลี่ยนสตัดบนรถบางรุ่นต้องถอดดุมหรือใช้เครื่องอัด ถ้าไม่มีเครื่องมือและไม่เคยทำ ให้ส่งอู่ที่มีช่างช่วงล่างที่มีอุปกรณ์ จึงจะปลอดภัย
ล้อที่ยึดด้วยสตัดไม่ครบหรือสตัดที่ยืดแล้ว คือล้อที่หลุดได้ขณะรถวิ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ควรลองทำเอง หรือใช้เพียง บล็อกลม เพื่อประหยัด 
สรุป: บล็อกลม มีหน้าที่ขันให้เร็ว ส่วนความแน่นที่ถูกต้องต้องจบด้วยประแจวัดแรงบิด
น็อตล้อที่ถอดไม่ออก สตัดที่ยืด และพวงมาลัยที่สั่นตอนเบรก ไม่ได้เกิดเพราะ บล็อกลม เป็นเครื่องมือที่ไม่ดี แต่เกิดเพราะเราใช้มันทำงานขั้นสุดท้ายซึ่งมันวัดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานเปลี่ยนยางในอู่ งานสลับยางที่บ้าน หรืองานถอดล้อเพื่อเช็กเบรก เครื่องจะตอกต่อไปเรื่อย ๆ ตราบที่ยังมีลมและนิ้วยังกดไก
สิ่งที่ทำตามได้คือ วัดแรงดันลมที่ทางเข้าเครื่องขณะเดินเครื่อง แล้วปรับที่ตัวปรับแรงดันให้ตรงกับที่เครื่องระบุ หมุนตัวปรับแรงบนเครื่องลงต่ำก่อนขันเข้า หมุนน็อตนำด้วยมือ ใช้บล็อกลมขันแค่ให้น็อตนั่งบ่าแบบทแยง เอารถลง แล้วจบด้วยประแจวัดแรงบิดตามค่าในคู่มือรถ และตรวจซ้ำหลังวิ่งระยะสั้น
ข้อสำคัญที่สุดคือ บล็อกลม ขันแน่นเกินไป อาจเป็นความเสียหายที่มองไม่เห็นจนกว่าจะถอด ถ้าสตัดยืดหรือเกลียวเสีย และล้อที่บ่ารับน็อตร้าว ให้เปลี่ยนทันทีโดยไม่ต้องเสียดาย